การแบ่งประเภท GMV

ภาพรวมของข้อมูล
ก่อนหน้านี้ การแยกย่อยยอดขายมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอฟฟิลิเอตเทียบกับผู้ขาย หรือ LIVE เทียบกับวิดีโอ เทียบกับการ์ดสินค้า (Product Card) ผ่านโมดูลการวิเคราะห์ที่หลากหลาย แต่รูปแบบที่แตกต่างกันเหล่านั้นไม่สามารถนำมาอ้างอิงข้ามกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ค่า GMV ที่มาจากการทำ LIVE ของแอฟฟิลิเอตในหน้า Affiliate Center อาจไม่ตรงกับตัวชี้วัดเดียวกันในหน้า Seller Center > Data Compass แม้ว่าหลักการวัดผลแต่ละแบบจะมีวิธีการคำนวณที่ถูกต้อง แต่อาจไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพรวมของผลการดำเนินงานทางธุรกิจได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป ผู้ขายจะสามารถดูสัดส่วนยอดขายจากแต่ละองค์ประกอบได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับยอดขายจะมีคำนิยามของตัวชี้วัดนั้นๆ และคำอธิบายประกอบเพื่อขยายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม
image

ตอนนี้คุณสามารถดูยอดขายแยกตาม "แหล่งที่มาของคำสั่งซื้อ" และ "ประเภทคอนเทนต์" ได้แล้ว

การรวมหลักการคำนวณยอดขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจว่าตัวเลขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยอดขายสินค้ารวม (GMV) จำนวนคำสั่งซื้อ จำนวนสินค้าที่ขาย และจำนวนคำสั่งซื้อระดับ SKU จะตรงกันในทุกๆ หน้าการวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบการแยกสัดส่วน GMV ก็มีการอัปเดตให้ตอบโจทย์การทำงานมากขึ้น
  • เมื่อก่อน: GMV ถูกแบ่งออกตามประเภทคอนเทนต์ (LIVE, วิดีโอ, โปรดักการ์ด) ก่อน จากนั้นจึงแบ่งตามประเภทบัญชี (บัญชีที่เชื่อมโยงกับร้าน กับ บัญชีอื่นๆ)
  • ตอนนี้: เพิ่มการแบ่งประเภทยอดขายตามแหล่งที่มาของคำสั่งซื้อ (บัญชีของแอฟฟิลิเอตครีเอเตอร์เทียบกับบัญชีที่เชื่อมโยงของทางร้านเอง) และแบบตามประเภทคอนเทนต์ (LIVE, วิดีโอ, โปรดักการ์ด)
    image
การแบ่งระหว่างผู้ขายกับแอฟฟิลิเอตครีเอเตอร์
image
ผู้ขายจะสามารถเข้าใจได้ชัดเจนว่ารูปแบบคอนเทนต์ใดจากบัญชีของร้านหรือของครีเอเตอร์กันแน่ที่มีส่วนในยอดขายภาพรวม โดยยอดขายแต่ละประเภทจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ GMV โดยตรง (การที่ลูกค้าซื้อสินค้าจากตัวคอนเทนต์ทันที) และ GMV โดยอ้อม (การที่ลูกค้าซื้อสินค้าหลังจากการรับชมคอนเทนต์ไปแล้ว)
GMV โดยตรง
GMV โดยอ้อม
หมายถึงยอดขายจากคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าทำการซื้อเสร็จสมบูรณ์โดยตรงในขณะที่กำลังรับชมคอนเทนต์อยู่
ตัวอย่าง:
ลูกค้ารับชมวิดีโอที่มีลิงก์สินค้า คลิกที่ลิงก์ เพิ่มสินค้าลงในรถเข็น และทำการสั่งซื้อ
คำสั่งซื้อนี้จะถูกจัดอยู่ในส่วน GMV โดยตรงจากวิดีโอ
หมายถึงยอดขายที่เกิดขึ้นเมื่อลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์และดูสินค้าที่เกี่ยวข้อง แต่ทำการซื้อเสร็จสมบูรณ์ในภายหลังภายในระยะเวลาที่กำหนด คำสั่งซื้อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของคอนเทนต์ที่สามารถเกิดขึ้นอีกวันหลังจากที่ได้ดูคอนเทนต์วันแรก
ตัวอย่าง:
ลูกค้าดูวิดีโอที่มีลิงก์สินค้าและคลิกที่หน้ารายละเอียดสินค้าแต่ยังไม่ได้ทำการสั่งซื้อทันที หลังจากนั้นลูกค้าค้นหาสินค้าใน TikTok Shop และทำการสั่งซื้อ
คำสั่งซื้อนี้จะถูกจัดอยู่ในส่วน GMV โดยอ้อมจากวิดีโอ
image
รูปแบบการระบุแหล่งที่มาเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับรูปแบบคอนเทนต์อื่นๆ ได้เช่นกัน
image

มีเมตริกส่วนไหนรวมอยู่บ้าง

เมตริกที่เกี่ยวข้องกับยอดขาย เช่น ยอดขายสินค้ารวม (GMV), จำนวนคำสั่งซื้อ, จำนวนคำสั่งซื้อตาม SKU, จำนวนสินค้าที่ขาย และเมตริกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น GPM, CTOR (อัตราการคลิกเพื่อสั่งซื้อ) จากทุกช่องทาง ได้แก่ หน้าการวิเคราะห์ร้านค้าของ Seller Center, Affiliate Center, ตัวจัดการ LIVE, แดชบอร์ด LIVE, แอปผู้ขาย, Partner Center และ Open API
ผู้ขายอาจสังเกตเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ LIVE GMV และ วิดีโอ GMV มีเลขที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากก่อนหน้านี้ LIVE GMV และ วิดีโอ GMVไม่ได้พิจารณาผลกระทบทางอ้อมมาก่อน
ตัวอย่างหน้าผลการดำเนินงาน
การวิเคราะห์ร้านค้า
ผลการดำเนินงานของ LIVE
ผลการดำเนินงานของโปรดักการ์ด
ผลการดำเนินงานของสินค้า
image
image
image
image
image

ผู้ขายควรตรวจสอบผลการดำเนินงานของร้านค้าอย่างไรในตอนนี้

ตอนนี้ร้านค้าสามารถเลือกวิเคราะห์ประสิทธิภาพธุรกิจของคุณได้ 2 มุมมองหลักๆ คือเริ่มต้นจาก แหล่งที่มาของคำสั่งซื้อ (Order Source) หรือจะเริ่มจาก ประเภทคอนเทนต์ (Content Type) ก็ได้
แบบที่ 1: เริ่มจากแหล่งที่มาของคำสั่งซื้อ (Order Source) มุมมองนี้จะตอบคำถามแรกให้คุณเห็นภาพชัดเลยว่า ยอดขาย (GMV) ที่เข้ามานั้น เป็นผลงานจากฝั่ง แอฟฟิลิเอตครีเอเตอร์ช่วยขาย หรือเป็นฝั่งร้านค้าทำยอดเอง จากนั้นคุณสามารถเจาะลึกลงไปดูต่อได้ว่า ยอดขายของแต่ละฝั่งนั้นมาจากคอนเทนต์ประเภทไหน (ยกตัวอย่างเช่น วิดีโอของครีเอเตอร์ทำยอดขายให้เราเท่าไหร่) และยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละคอนเทนต์ คุณยังดูได้ด้วยว่ามียอดสั่งซื้อที่ลูกค้ากดซื้อโดยตรงจากวิดีโอ (Shoppable Video) หรือจากในห้อง LIVE เป็นจำนวนเท่าไหร่
แบบที่ 2: เริ่มจากประเภทคอนเทนต์ (Content Type) สำหรับใครที่อยากเน้นวิเคราะห์ว่าคอนเทนต์รูปแบบไหนเวิร์คที่สุด มุมมองนี้จะบอกคุณเลยว่ายอด GMV ทั้งหมดของเรามาจากคอนเทนต์ประเภทไหนเป็นหลัก (เช่น มาจากวิดีโอ หรือจาก LIVE คิดเป็นยอดเท่าไหร่) จากนั้นคุณค่อยมาดูแยกย่อยลงไปว่า ในยอดขายของคอนเทนต์นั้นๆ เป็นสัดส่วนที่ Affiliate ช่วยทำยอดให้เท่าไหร่ แล้วจึงเจาะดูว่ามาจากลูกค้าที่กดสั่งซื้อโดยตรงจากวิดีโอหรือห้อง LIVE มากน้อยแค่ไหน
แบ่งตามแหล่งที่มาของคำสั่งซื้อ
แบ่งตามประเภทคอนเทนต์
image
image
image

คำถามที่พบบ่อย

  1. การอัปเดตครั้งนี้จะกระทบกับค่าคอมมิชชัน Affiliate ที่ฉันต้องจ่ายไหม?
  • ไม่กระทบ วิธีการคำนวณค่าคอมมิชชันที่คุณต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ
  1. ยอดขาย (GMV) รวมของร้านฉันจะเปลี่ยนไปจากเดิมไหม?
  • ไม่ การอัปเกรดนี้ไม่มีผลต่อยอดขาย (GMV) โดยรวมของทางร้านการอัปเดตนี้แค่เปลี่ยน "วิธีการแบ่งสัดส่วน" ยอดขายหลังบ้านไปตามเซกเมนต์ต่างๆ ให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นเท่านั้นเ
  1. แล้วในมุมของครีเอเตอร์ Affiliate ล่ะ รายได้จากการโปรโมทจะลดลงไหม?
  • ไม่ลดและไม่มีผลกระทบ รายได้ที่แอฟฟิลิเอตทำได้จะยังเหมือนเดิม การอัปเดตนี้เปลี่ยนแค่วิธีการแสดงผลสัดส่วนยอดขายสำหรับฝั่งร้านค้าท่านั้น
  1. ข้อมูลสถิติย้อนหลัง (Historical Data) จะเปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่นี้ด้วยไหม?
  • จะมีการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดที่คุณสามารถเข้าถึงได้จะถูกปรับไปใช้หลักการคำนวณแบบใหม่นี้เลย ซึ่งระยะเวลาย้อนหลังจะขึ้นอยู่กับแต่ละหน้าวิเคราะห์ข้อมูล เช่น หน้า Shop Analytics จะดูย้อนหลังได้สูงสุด 12 เดือน ส่วนหน้า LIVE Performance จะดูได้สูงสุด 6 เดือน
  • ถ้าคุณอยากเปรียบเทียบตัวเลขกับระบบเก่า แนะนำให้ดูตรงส่วนที่เป็นยอดแบบ "Direct" (ทางตรง) ของเมตริกนั้นๆ ซึ่งอาจจะมีตัวเลขคลาดเคลื่อนกันนิดหน่อย ถือเป็นเรื่องปกติ
  1. ทำไมฉันถึงมี GMV ที่ระบุว่ามาจากวิดีโอ ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้โพสวิดีโอเลยในวันนั้น?
  • เป็นเรื่องปกติ เพราะ GMV คือจำนวนเงินที่ลูกค้าชำระในวันนั้น คำสั่งซื้ออาจมาจากวิดีโอที่ลูกค้าเคยรับชมก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่แม้ในวันนั้นจะไม่มีการโพสวิดีโอใหม่หรือไม่มียอด traffic เพิ่ม แต่คุณก็ยังมีโอกาสได้ยอดขายที่มาจากวิดีโอตัวเก่าๆ
  • หมายเหตุ: อาจจะมีบางกรณีที่ยอด GMV ในส่วนนี้ไม่ตรงกับยอด GMV ที่ใช้คิดค่าคอมมิชชันแอฟฟิลิเอตซึ่งมักจะเกิดจากออเดอร์ที่มีการขอคืนเงิน
สมมติว่าผู้ใช้ดูวิดีโอของแอฟฟิลิเอต ในวันที่ 1 เม.ย. จากนั้นดู LIVE ของร้านค้า และดู LIVE ของแอฟฟิลิเอต ในวันที่ 2 เม.ย. (*หมายเหตุ: ลูกค้าจะต้องดูวิดีโอหรือ LIVE และคลิกที่ลิงก์สินค้าเพื่อให้ระบบจำคอนเทนต์ต้นทาง หากลูกค้าเพียงแค่ดูคอนเทนต์แต่ไม่ได้คลิกลิงก์สินค้า ตัวคอนเทนต์เหล่านั้นจะไม่ถูกนำมาคำนวณเครดิต) และลูกค้าได้ทำการสั่งซื้อในวันที่ 2 เม.ย. ผ่าน Shop tab) ภายใต้ระบบที่อัปเกรดใหม่ คำสั่งซื้อนี้จะถูกระบุที่มาเป็นรายได้จากแอฟฟิลิเอตวิดีโอโดยอ้อม (Indirect GMV)
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
  • LIVE ของแอฟฟิลิเอตคือ "คอนเทนต์ตัวสุดท้าย" จากร้านของคุณที่ลูกค้าดูและคลิกก่อนตัดสินใจซื้อ
  • ดังนั้น ภายใต้ตรรกะแบบ last-touch attribution (ให้เครดิตกับคอนเทนต์สุดท้ายที่ดึงลูกค้าเข้ามา) ออเดอร์นี้จึงตกเป็นเครดิตของฝั่งแอฟฟิลิเอตโดยนับว่าเป็นยอดขายทางอ้อมนั่นเอง